หนึ่งในจุดที่ทำให้เจ้าของกิจการสับสนคือ ทำไมบางรายการไม่มีใบกำกับภาษีแบบไทยทั่วไป แต่ยังมีภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องได้ คำตอบอยู่ที่ลักษณะของธุรกรรม ถ้าเป็นการนำเข้าสินค้าหรือบริการจากต่างประเทศ เอกสารอ้างอิงและวิธีรับรู้ภาษีจะต่างจากค่าใช้จ่ายในประเทศ

ใบเสร็จศุลกากรใช้ในกรณีไหน

กรณีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ภาษีมูลค่าเพิ่มจะถูกเรียกเก็บผ่านกระบวนการศุลกากร เอกสารหลักที่เจ้าของกิจการควรเก็บไว้คือเอกสารที่ยืนยันมูลค่าสินค้า ภาษี และหลักฐานชำระต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น เมื่อทีมบัญชีจะดูสิทธิภาษีซื้อจากการนำเข้า จึงไม่ได้มองหาใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบแบบธุรกรรมในประเทศอย่างเดียว แต่ดูหลักฐานจากฝั่งศุลกากรประกอบด้วย

แล้ว ภ.พ.36 เกี่ยวข้องอย่างไร

แบบ ภ.พ.36 มักเกี่ยวกับกรณีที่ผู้ประกอบการในไทยรับบริการจากต่างประเทศ หรือมีรายการที่ต้องนำส่ง VAT เองแทนผู้ให้บริการต่างประเทศ เมื่อมีการนำส่งอย่างถูกต้อง เอกสารการยื่นและชำระจะกลายเป็นหลักฐานสำคัญของภาษีในฝั่งผู้รับบริการ

จุดสำคัญคือธุรกรรมต้องเข้าลักษณะที่เกี่ยวข้องจริง และมีเอกสารรองรับครบ เช่น สัญญา ใบแจ้งหนี้จากต่างประเทศ หลักฐานชำระเงิน และเอกสารการยื่นแบบ

เงื่อนไขที่ควรเช็กก่อนขอรับรู้ภาษีซื้อ

ในทางปฏิบัติ ทีมบัญชีมักเช็กความเกี่ยวข้องของค่าใช้จ่ายกับกิจการ ความครบของเอกสาร และช่วงเวลาที่นำส่งภาษีว่าตรงกับรอบที่รับรู้หรือไม่

ถ้าเอกสารไม่ครบ หรือธุรกรรมถูกตีความผิดประเภท อาจทำให้ภาษีซื้อที่คาดว่าจะใช้ได้ กลายเป็นประเด็นที่ต้องย้อนตรวจภายหลัง

  • เก็บ invoice หรือเอกสารจากคู่ค้าต่างประเทศให้ครบ
  • เก็บหลักฐานโอนเงินและรายละเอียดค่าใช้จ่าย
  • แยกให้ชัดว่าเป็นการนำเข้าสินค้าหรือรับบริการจากต่างประเทศ
  • ส่งเอกสารให้บัญชีในเดือนเดียวกับที่เกิดรายการ

สรุป

ใบเสร็จศุลกากรและแบบ ภ.พ.36 เป็นเอกสารคนละบทบาท แต่มีความสำคัญเหมือนกันในเรื่องการพิสูจน์ภาษีมูลค่าเพิ่มของธุรกรรมข้ามพรมแดน ถ้ากิจการมีรายการแบบนี้เป็นประจำ ควรวางระบบส่งเอกสารแยกต่างหากจากค่าใช้จ่ายทั่วไป เพื่อให้ทีมบัญชีรับรู้ VAT ได้ถูกต้อง