เมื่อกิจการเริ่มซื้อบริการจากต่างประเทศ เช่น software, consulting หรือค่าธรรมเนียมบางประเภท คำถามที่ตามมามักมีสองเรื่องคือ VAT กับภาษีหัก ณ ที่จ่าย ฝั่งหลังนี้เองที่ทำให้เจ้าของกิจการหลายคนเริ่มคุ้นกับชื่อ ภ.ง.ด.54

ธุรกรรมต่างประเทศมีเอกสารมากกว่าที่คิด

รายการจ่ายไปต่างประเทศมักมาพร้อม invoice ภาษาอังกฤษ หลักฐานโอนเงิน รายการตัดบัตร หรือสัญญาที่ไม่เหมือนเอกสารซื้อในประเทศ ทำให้การตีความภาษีต้องดูเอกสารหลายชั้น

เจ้าของกิจการจึงควรแยก supplier ต่างประเทศไว้เป็นหมวดเฉพาะ ไม่ปะปนกับค่าใช้จ่ายทั่วไป เพื่อให้บัญชีเห็นรายการที่อาจต้องพิจารณาภาษีเพิ่มเติม

สิ่งที่ควรเตรียมให้บัญชีทุกครั้ง

ถ้ามีรายการต่างประเทศ ควรส่ง invoice ต้นฉบับ หลักฐานการจ่ายจริง วันที่รับบริการ และข้อมูลว่ารายการนั้นเป็นค่าอะไร เช่น ค่าระบบ ค่าโฆษณา หรือค่าที่ปรึกษา

ข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อการพิจารณาทั้ง VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่าย จึงไม่ควรส่งเพียง statement หรือใบแจ้งหนี้ตัดบัตรอย่างเดียว

  • invoice หรือ billing จาก supplier ต่างประเทศ
  • หลักฐานโอนเงินหรือรายการตัดบัตร
  • คำอธิบายบริการที่ได้รับ
  • สัญญาหรือข้อตกลง ถ้ามี

แยก VAT กับภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ออกจากกัน

ธุรกรรมข้ามประเทศบางรายการทำให้เจ้าของกิจการสับสนเพราะคิดว่าเป็นเรื่อง VAT อย่างเดียว ทั้งที่ในความจริงอาจมีภาษีอีกชั้นหนึ่งที่ต้องดูต่างหาก

การแยกเอกสารและแยกคำถามให้ชัด จะช่วยให้ทีมบัญชีวิเคราะห์ได้เร็วขึ้นและลดโอกาสตกหล่น

สรุป

ภ.ง.ด.54 เป็นหัวข้อที่มักโผล่มาพร้อมค่าใช้จ่ายต่างประเทศ เจ้าของกิจการไม่จำเป็นต้องจำตัวบททั้งหมด แต่ควรรู้ว่าธุรกรรมแบบนี้ต้องแยกเอกสารไว้ต่างหากและส่งให้บัญชีทันรอบ เพื่อให้ประเมินภาษีได้ครบทั้งสองฝั่ง