หลายกิจการวางแคมเปญแจกสินค้าเพื่อกระตุ้นยอดขาย โดยคิดเพียงเรื่องต้นทุนกับภาพลักษณ์แบรนด์ แต่ในมุมบัญชีและภาษี คำว่า แจกฟรี ไม่ได้แปลว่าไม่มีผลอะไรเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อสินค้านั้นเคยซื้อมาเพื่อขายหรืออยู่ในระบบสต็อกของกิจการ

คำว่า แจกฟรี ในมุมภาษีไม่ได้ง่ายเสมอไป

ถ้าสินค้าที่แจกเป็นสินค้าที่อยู่ในธุรกิจและปกติใช้เพื่อขาย การตัดสินค้าออกจากสต็อกอาจต้องพิจารณาผลกระทบทาง VAT และเอกสารประกอบ ไม่ใช่ลงเป็นค่าใช้จ่ายทางการตลาดอย่างเดียว

เหตุผลคือ VAT สนใจสาระของการนำสินค้าไปใช้ด้วย ว่าเป็นการส่งเสริมการขายที่ผูกกับยอดขาย เป็นของแถมในแพ็กเกจ หรือเป็นการแจกโดยไม่มีความเชื่อมโยงกับการขายเลย

สถานการณ์ที่ควรแยกให้ออก

ของแถมที่ผูกกับการซื้อ เช่น ซื้อ 1 แถม 1 มักต้องมองต่างจากการหยิบสินค้าออกจากสต็อกไปแจกในงานอีเวนต์ เพราะวัตถุประสงค์และวิธีออกเอกสารต่างกัน

ตัวอย่างสินค้าเพื่อทดลองใช้ สินค้าตัวโชว์ หรือของแจกให้ตัวแทนขายก็ควรมีเอกสารภายในรองรับว่าแจกเพื่อวัตถุประสงค์ใด และมีการอนุมัติจากใคร

  • ของแถมผูกกับยอดขาย
  • สินค้าทดลองหรือ sample
  • สินค้าสำหรับ influencer หรือ partner
  • การแจกโดยไม่มีเงื่อนไขการซื้อ

เอกสารที่ควรวางไว้ล่วงหน้า

หลายกิจการพลาดเพราะฝ่ายการตลาดทำแคมเปญเสร็จแล้วค่อยแจ้งบัญชี ทำให้ไม่มีเอกสารรองรับการตัดสต็อกหรือไม่มีหลักฐานว่าเป็นกิจกรรมส่งเสริมการขายจริง

ถ้าแคมเปญเกิดบ่อย ควรวางฟอร์มภายในสั้น ๆ สำหรับอนุมัติของแถมและระบุวิธีออกเอกสารขายตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ยอดขาย สต็อก และ VAT เชื่อมกันมากขึ้น

สรุป

การแจกสินค้าอาจมีผลต่อ VAT ขึ้นกับรูปแบบของโปรโมชันและวัตถุประสงค์ของการใช้สินค้า ดังนั้นก่อนทำแคมเปญ ควรคุยกับบัญชีเรื่องการตัดสต็อก วิธีออกเอกสาร และหลักฐานภายในไว้ก่อน จะช่วยลดการแก้ย้อนหลัง