การที่เจ้าของสำรองจ่ายแทนบริษัทไม่ใช่เรื่องผิดปกติ โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้นที่บัญชีธนาคารบริษัทยังไม่พร้อมหรือทีมงานยังไม่ตั้งระบบเบิกจ่าย แต่ทุกครั้งที่ใช้เงินส่วนตัวจ่ายแทน ควรมีเอกสารและบันทึกให้บัญชีรู้ว่าเงินนั้นเกี่ยวกับบริษัทจริง
ปัญหาที่เกิดเมื่อไม่แยกเงิน
ถ้าเจ้าของใช้บัญชีส่วนตัวรับเงินลูกค้า จ่ายค่าใช้จ่ายบริษัท และถอนเงินกลับไปมาโดยไม่มีคำอธิบาย ทีมบัญชีจะไม่รู้ว่ารายการใดคือรายได้ ค่าใช้จ่าย เงินยืม หรือเงินส่วนตัว ผลคือรายงานรายเดือนอาจไม่สะท้อนสถานะจริงของธุรกิจ
ปัญหานี้มักสะสมจนเห็นชัดตอนปิดงบ เช่น เงินสดติดลบ รายการเจ้าของค้างจำนวนมาก หรือมีค่าใช้จ่ายที่เอกสารไม่ครบและไม่รู้ว่าจ่ายจากบัญชีไหน
ข้อมูลที่ควรเก็บทุกครั้งที่สำรองจ่าย
- ใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีในชื่อบริษัทเท่าที่ทำได้
- สลิปโอนเงินหรือหลักฐานการจ่ายจากบัญชีส่วนตัว
- คำอธิบายว่าจ่ายเพื่ออะไร เกี่ยวกับงานหรือโครงการใด
- วันที่จ่ายและผู้รับเงิน
- สถานะว่าจะให้บริษัทคืนเงินเจ้าของหรือบันทึกเป็นเงินสนับสนุน/เงินยืม
ควรคืนเงินเจ้าของอย่างไร
ทำรอบเคลียร์เดือนละครั้ง
รวบรวมรายการสำรองจ่ายของเดือนนั้น ส่งให้บัญชีตรวจเอกสาร แล้วค่อยให้บริษัทโอนคืนเจ้าของตามยอดที่ตรวจแล้ว วิธีนี้ทำให้ statement บริษัทและรายการเจ้าของสัมพันธ์กัน
อย่าโอนคืนแบบไม่ระบุรายการ
ถ้าบริษัทโอนเงินให้เจ้าของหลายครั้งโดยไม่มีคำอธิบาย ทีมบัญชีจะแยกไม่ได้ว่าเป็นคืนเงินสำรองจ่าย เงินเดือน เงินปันผล เงินกู้ยืม หรือถอนเงินส่วนตัว
เป้าหมายระยะยาวคือใช้บัญชีบริษัทให้มากที่สุด
การสำรองจ่ายควรเป็นข้อยกเว้น ไม่ใช่วิธีหลัก ถ้าบริษัทเปิดบัญชีธนาคารแล้ว ควรให้รายรับและรายจ่ายหลักผ่านบัญชีบริษัทเพื่อให้ตรวจสอบง่าย ลดรายการค้างกับเจ้าของ และช่วยให้รายงานกระแสเงินสดรายเดือนน่าเชื่อถือขึ้น
สรุป
เจ้าของสำรองจ่ายแทนบริษัทได้ แต่ต้องเก็บเอกสาร หลักฐานจ่าย และคำอธิบายให้ครบ การทำรอบเคลียร์รายเดือนจะช่วยแยกเงินส่วนตัวกับเงินบริษัท ลดรายการค้าง และทำให้บัญชีรายเดือนพร้อมต่อยอดไปสู่การปิดงบได้ง่ายขึ้น