บริษัทจำนวนมากรู้ว่าต้องยื่นภาษี แต่ยังไม่รู้ว่าข้อมูลที่ต้องใช้มาจากเอกสารประจำวันของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นใบกำกับภาษีขาย ใบกำกับภาษีซื้อ หลักฐานจ่ายเงิน รายการธนาคาร หรือเอกสารหัก ณ ที่จ่าย หากเอกสารเหล่านี้ไม่ครบ การยื่นภาษีจะกลายเป็นงานเร่งด่วนทุกเดือน

VAT ต้องเริ่มจากเอกสารขายและซื้อ

สำหรับกิจการที่จด VAT ควรตรวจยอดขายที่ออกใบกำกับภาษี ภาษีขาย ภาษีซื้อที่ใช้ได้ และใบกำกับภาษีที่ยังขาดก่อนยื่นแบบ หากเอกสารผิดเดือน ชื่อบริษัทไม่ตรง หรือรายละเอียดไม่ครบ อาจทำให้ตัวเลขภาษีและบัญชีคลาดเคลื่อนได้

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเกี่ยวกับรายการจ่าย

ดูประเภทรายการจ่าย

ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าจ้าง หรือรายการจ่ายบางประเภทอาจเกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย จึงควรดูตั้งแต่ตอนจ่ายเงิน ไม่ใช่รอตอนสิ้นเดือนแล้วค่อยย้อนตรวจ

เก็บหนังสือรับรองและหลักฐานจ่าย

เอกสารภาษีหัก ณ ที่จ่ายควรสัมพันธ์กับหลักฐานโอนเงิน ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ และผู้รับเงิน เพื่อให้ตรวจสอบได้เมื่อทำบัญชีและยื่นแบบ

ข้อมูลที่ควรส่งให้สำนักงานบัญชีก่อนถึงกำหนดยื่น

  • เอกสารขายและใบกำกับภาษีขายของเดือนนั้น
  • เอกสารซื้อ ค่าใช้จ่าย และใบกำกับภาษีซื้อ
  • หลักฐานโอนเงินหรือรายการจ่ายผ่านบัญชีธนาคาร
  • รายการหัก ณ ที่จ่ายและข้อมูลผู้รับเงิน
  • รายการที่เจ้าของกิจการสำรองจ่ายแทนบริษัท
  • หมายเหตุรายการผิดปกติ เช่น ยกเลิกเอกสาร คืนสินค้า หรือออกใบลดหนี้

ทำไมควรวางรอบเอกสาร ไม่ใช่รอใกล้กำหนด

ถ้ารอรวบรวมเอกสารตอนใกล้กำหนด ธุรกิจจะมีเวลาน้อยในการแก้ไขใบกำกับภาษี ขอต้นฉบับจากคู่ค้า หรืออธิบายรายการธนาคารที่ไม่ชัดเจน การมีรอบส่งเอกสารกลางเดือนและปลายเดือนช่วยให้ทีมบัญชีตรวจพบปัญหาเร็วขึ้น และช่วยให้เจ้าของกิจการรู้ยอดภาษีที่ต้องเตรียมเงินไว้ล่วงหน้า

สรุป

การยื่นภาษีรายเดือนที่ดีเริ่มจากเอกสารที่ครบและส่งเป็นรอบ ธุรกิจควรมีระบบรวบรวมเอกสารขาย ซื้อ จ่ายเงิน ธนาคาร และหัก ณ ที่จ่ายให้ผู้ทำบัญชีตรวจได้ทันเวลา เมื่อข้อมูลต้นทางชัด การยื่นแบบและรายงานบัญชีรายเดือนจะน่าเชื่อถือขึ้น